ใต้ร่มโพธิธรรม: ยุติกรรม ยุติทำ ยุติกิจ จบจิต 21 (จบ)
ปฏิจจสมุปบาท
หมายถึง การเกิดขึ้นพร้อมแห่งธรรมทั้งหลาย เพราะอาศัยกัน , ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้นพร้อม , ธรรมที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกันและกันจึงเกิดมีขึ้น มีชื่อเรียกอย่างอื่นอีก เช่น อิทัปปัจจยตา , ธรรมนิยาม , ปัจจยาการ เริ่มต้นจาก
เพราะอวิชชา เป็นปัจจัย สังขาร จึงมี
เพราะสังขาร เป็นปัจจัย วิญญาณ จึงมี
เพราะวิญญาณ เป็นปัจจัย นามรูป จึงมี
เพราะนามรูป เป็นปัจจัย สฬายตนะ จึงมี
เพราะสฬายตนะ เป็นปัจจัย ผัสสะ จึงมี
เพราะผัสสะ เป็นปัจจัย เวทนา จึงมี
เพราะเวทนา เป็นปัจจัย ตัณหา จึงมี
เพราะตัณหา เป็นปัจจัย อุปาทาน จึงมี
เพราะอุปาทาน เป็นปัจจัย ภพ จึงมี
เพราะภพ เป็นปัจจัย ชาติ จึงมี
เพราะชาติ เป็นปัจจัย ชรา – มรณะ จึงมี
เมื่อมีชรามรณะ ก็ถึงพร้อมด้วย ความโศก ความคร่ำครวญ ทุกข์ โทมนัส และความคับแค้นใจ
อันนี้ยกตำรามาให้ดู ยังมีชื่อเรียกอย่างอื่นอีกว่า กงจักรหรือสังสารจักร ในการหมุนวนเวียนเรียก ไตรวัฏฏ์ หรือวัฏฏ์ 3 ดังแผนผัง
เมื่อพิจารณาดูตามวงจรแห่งทุกข์นี้แล้ว มีจุดที่น่าสนใจอันเกี่ยวเนื่องไปถึงสิ่งที่เรียกว่า การปฏิบัติ(ทำ)ธรรม เพราะถ้าหากเข้าใจรหัสนัยสำคัญตรงนี้ได้ อาจทำให้ไม่หลงปฏิบัติหรือ ปฏิบัติแบบหลง ๆ ได้ คำ ๆนั้นคือ สังขาร
เนื้อหาก็เหมือนคนติดยาเสพติด คือ
เพราะเสพ (กรรมเป็นเหตุ) จึงติด ( เป็นผลหรือวิบาก)
เพราะติด (เหตุ) จึงอยาก (ผล-ตัณหา)
เพราะอยาก (เหตุ) จึงเสพ (กรรมเป็นผล-วิบาก)
“สังขาร”โดยนัยที่แสดงอยู่ในปฏิจจสมุปบาทนั้น หมายถึง สภาวะที่มีเจตนาเป็นประธาน ทำให้เกิดขึ้น มีขึ้น สร้างขึ้น ปรุงขึ้น แต่งขึ้น เริ่มต้นที่เรียกว่ากรรมภพ (เป็นภพหรือการเกิดขึ้นของเจตนากรรม) นับตั้งแต่ มโนสัญเจตนากรรม , วจีสัญเจตนา , กายสัญเจตนา คือ สภาพปรุงแต่งการกระทำทางใจ – ความจงใจทางใจ , สภาพปรุงแต่งการกระทำทางวาจา – ความจงใจทางวาจา และสภาพปรุงแต่งการกระทำทางกาย – ความจงใจทางกาย ตามลำดับ ซึ่งทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นความจงใจปรุงแต่งการกระทำ ทางใด จะมีเนื้อหาอยู่ 3 ประการคือเป็น
1. อปุญญาภิสังขาร หมายถึง สภาพที่ปรุงแต่งด้วยความจงใจฝ่ายชั่ว ได้แก่
อกุศลเจตนาทั้งหลาย
2. ปุญญาภิสังขาร หมายถึง สภาพที่ปรุงแต่งด้วยความจงใจฝ่ายดี ได้แก่
กุศลเจตนาที่เป็นกามาวจร และรูปาวจร
3. อาเนญชาภิสังขาร หมายถึง สภาพที่ปรุงแต่งภพด้วยความจงใจ
หรือภาวะจิตที่มั่นคง แน่วแน่ ได้แก่
กุศลเจตนาที่เป็นอรูปาวจร
จากเนื้อหานี้สามารถสรุปได้ว่า การกระทำ , กรรม , กิจ เป็นผลเนื่องมาจากความจงใจ หรือเจตนานั่นเองที่เป็นตัวขับเคลื่อนสังสารวัฏ พระพุทธองค์จึงได้ตรัสว่า สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม เพราะเจตนาหรือความจงใจในที่นี้ถูกผลักดันหรือขับเคลื่อนมาจากอวิชชา ตัณหา อุปาทานให้หมุน(จร)อยู่ใน 31 ภพภูมิ ท่าน จึงเรียกกรรมชนิดนี้ กิเลสกรรมหรือกรรมกิเลส
คือ การเกาะอะไรก็ได้ ขอเกาะไว้ก่อน , ส่วนเจตนากรรมก็คือ การแสดงออกหรือ การส่งผลเพื่อการคงอยู่ของการเกาะไปเรื่อยๆ เราไม่ต้องไปสนใจเลยว่ามันเป็นกุศล อกุศล หรือกลาง ๆ เพราะทั้งหมดล้วนแต่เนื่องมาด้วยอวิชชา – ตัณหา – อุปาทานทั้งสิ้น
คำว่า “อวิชชา” มิใช่แปลว่าไม่รู้ แต่เนื้อหาแท้ๆเลยก็คือ ไม่รู้ว่ากำลังหลงรู้อยู่ จึงก่อเกิดเป็นปัจจยาการอื่นๆตามมาที่เรียก สังสารวัฏ 3 คือ ภพทั้ง 3 อันเป็นคุกขังสัตว์โลก ตั้งแต่หยาบจนถึงละเอียด ได้แก่กามภพ รูปภพ และอรูปภพ หมุนวนเวียนกันอยู่เช่นนี้ ไม่รู้ต้น ไม่รู้ปลาย
การจะนอกเหนือความเป็นสัตว์โลกได้ก็ตรงที่นอกเหนือเจตนากรรม , กรรมกิเลส , กิเลสกรรม นี้เท่านั้น คือทั้งไม่ทำตามและทำตาม อย่างอื่นเราไม่อาจทำอะไรได้เลย มีจุดนี้จุดเดียวที่จะออกได้จริง คือ การ งดเว้นความจงใจทางใจในทุกรูปแบบ(เพราะเข้าใจสัจจะ) ทั้งก่อนเกิด – ขณะเกิด – หลังเกิดขึ้นของสภาวธรรมต่าง ๆ ตรงนี้แหละที่ท่านกล่าวว่า
“ ขันติคือความอดกลั้น(ตบะ) เป็นธรรมเครื่องเผากิเลสอย่างยิ่ง ”
พิจารณาดูตามกลไกจะพบได้ว่า กิเลสไม่ว่าจะมาในรูปแบบไหน มันจะหลอกล่อยั่วยวน – ชวนและเชิญให้เราเกิดการกระทำมโนกรรมหรือความจงใจทางใจเป็นปฐม
การที่เรามีความเข้าใจที่ตรงต่อความเป็นจริงทำให้ไม่หลงกระทำ ไม่หลงเกิดความจงใจขึ้นนี้แหละที่เรียกว่าขันติ คือการไม่สนใจ ทั้งการทำตามหรือไปทำต้าน สิ่งที่เรียกกิเลส ยาง ใย อนุสัย ความเคยชินทุกรูปแบบที่ผุดโผล่ก็จะจางคลาย เสื่อมสลายเรียกว่าหมดน้ำยาไปเอง จืดไปเอง หมดอิทธิพลไปเอง เพราะสิ่งเหล่านี้ก็อนิจจังในตัวเองอยู่แล้ว
“ท่าน”จึงว่า “ เมื่อเน้นจัด fixจัด เวทนาก็จัด ตัณหาก็จัด ซึ่งทั้งหมดมีแต่จัดสรรความทุกข์ ความยาก ความลำบากมาให้ทั้งนั้น” คำว่า “จัด” ในที่นี้แปลว่ามาก
จึงสามารถสรุปได้ว่า ตัวไปหลงตั้งใจรู้นี้แหละเป็นจุดเริ่มต้นของปัจจยาการของสังสารวัฏ หรือปฏิจจสมุปบาท “ท่าน” จึงว่า ตัวรู้นั่นแหละตัวร้าย คือ หลงรู้ หากไม่ไปปรุงรู้ ทำรู้ขึ้น และเมื่อรู้สิ่งใดแล้วก็ไม่แช่รู้ แช่ดู ทั้งไม่ทำตาม – ทำต้าน รู้นั้นก็ไม่ใช่ตัวร้ายอีกต่อไป
การจะนอกเหนือกรรมกิเลสได้ต้องอาศัยสัมมาทิฐิ เป็นประธาน อาศัยปัญญาขององค์พุทธอรหันต์ มหาโพธิสัตว์ที่ท่านแสดงสัจจะของสภาวธรรมที่เรียกว่า “สัจธรรม”ให้เราได้รับรู้(ฟัง) รวมถึงเนื้อหาในอริยสัจทั้ง 4 ประการ เปรียบเหมือนแสงสว่างส่องนำทาง หรือเป็นอาวุธอันคมกริบในการหักโค่นต้นไม้แห่งสังสารวัฏ – สังสารวน
ประกอบกับการได้สนทนาธรรมแลกเปลี่ยนกับกัลยาณมิตรที่เข้าใจเนื้อหา หรือสอดคล้องกับสัจธรรมอยู่แล้ว เป็นการซักฟอกและเรียนรู้การใช้สื่อไปในตัว ประกอบกับการ ไม่คลุกคลี พูดคุย ถ้ามีก็ให้เป็นไปตามโอกาส ตามควร ตามฐานะ ตามความจำเป็น เป็นครั้งคราว ก็จะเป็นการกลั่นกรองธรรมะสัจจะไปในตัวเอง
เมื่อมีกิจอันใดเห็นสมควร เห็นประโยชน์เพื่อการช่วย เหลือ เกื้อกูล สงเคราะห์ อันจะไม่เป็นการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นแล้วก็ทำไปด้วยสติ สมาธิ ปัญญา แต่ภายในใจก็ตรงต่อสัจธรรมรองรับไว้ เรียกว่า รู้อยู่แก่ใจ ,โดยสามัญสำนึก ถึงสิ่งที่กระทำว่าเป็นเพียงสิ่งอุปโลกน์ , สิ่งสมมติ เพื่อผู้อื่น ทำให้ ทำแบบแล้วแล้วไป
คนเราเมื่อนอกเหนือชีวิตเป็นก็ใช้ชีวิตเป็น นอกเหนือสติ สมาธิ ปัญญาเป็น ก็ ใช้สติ สมาธิ ปัญญาเป็น เรียกว่าไม่ติดอยู่หรือแบกไว้ ไม่แบกสติ แบกสมาธิ แบกปัญญา
ส่วนความดับทุกข์ – ความพ้นทุกข์ – ความหลุดพ้น – วิมุติ – นิโรธ – นิพพาน ไม่ต้องทำอะไร ให้เป็นเรื่องของมันเอง และอยู่แล้ว ท่านจึงเรียกว่าเป็นธรรมเหนือโลก โลกคือกรรม ธรรมเหนือโลก ก็คือ ธรรมเหนือกรรม หรือ พ้นกรรม , นอกเหนือกรรมนั่นเอง ผู้ที่จะทำให้ถึงนิพพานจึงเป็นไปไม่ได้ มีแต่หยุดทำหรือยุติทำนั่นแหละจึงจะพบเห็นว่าความดับที่มีเองอยู่แล้วได้ เรียกความมีเองอยู่แล้วนี้ว่า สัจธรรม ( ตถตา = ตะถะตา )
คำกล่าวที่ว่ารู้มัน – ดูมัน – เห็นมัน – เข้าใจมัน นั้นผิดสัจธรรม แทนที่จะตรงต่อดับ แต่กลับตรงต่อเกิดเรียบร้อยเลย เกิดอะไร? เกิดกิริยากรรม – กลายเป็นกรรมกิเลส , กิเลสซ้อนธรรม , กรรมซ้อนธรรม , กรรมบัง , การปฏิบัติปิดบังพระนิพพาน มันก็เลยดับอยู่แล้วไปซะหมด เพราะมัวแต่เกิดอยู่นั้น ทั้งที่มันก็ดับก่อนเกิดอยู่แล้ว มันไม่มีก่อนมีอยู่แล้ว
นักปฏิบัติทำสามารถปล่อยวางสิ่งอื่นได้ทั้งหมด แต่มักไม่กล้าปล่อยวางหรือยุติตัวปฏิบัติของตนเอง เนื่องจากไม่รู้ว่าตัวปฏิบัติของตนเองนั่นแหละ คือแหล่งสั่งสมตัวตนที่แนบเนียนที่สุด มันจึงไม่กล้าจะสละรู้ สละดู สละเห็น ไม่กล้าเลิกรู้ เลิกดู เลิกเห็น ไม่กล้าปล่อยรู้ วางรู้ ถ้าไม่เอะใจ – เฉลียวใจ หรือ ไม่มีผู้รู้ชี้แนะ ผู้นั้นก็จะติดตัน แบกขันธ์อย่างละเอียดนี้ไว้(โดยไม่รู้ตัวจริงๆ) คือขันธ์รู้ เมื่อไม่กล้าปล่อยจริง ๆ ก็เลยไม่ตรงต่อนิพพานจริง ๆ , นิโรธจริง ๆ ได้แต่เกือบนิโรธ เกือบนิพพาน ขอให้เข้าใจสัจจะของธาตุ – ขันธ์ให้ดี แล้วจะได้เลิกหลง จงใจทำ
ธาตุแต่ละธาตุ ขันธ์แต่ละขันธ์ ไม่ใช่อะไร, มันไม่ได้พยายามที่จะเป็นตัวมัน , มันไม่มีเนื้อหาที่จะปฏิบัติอะไร แม้แต่จะปฏิบัติให้เป็นตัวมันเอง ไม่ต้องพูดถึงว่ามันจะข้ามไปปฏิบัติต่อ ธาตุ – ขันธ์อื่น, มันไม่เนื่องด้วยสิ่งใด แม้แต่ตัวมันเอง มันไม่ได้พยายามจะสามัคคีกันหรือสมานฉันท์กัน หรือพยายามจะรวมกันเป็นหนึ่งหรอก เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่แตกต่างกันอยู่แล้ว
ธาตุแต่ละธาตุ ขันธ์แต่ละขันธ์ ไม่ใช่สิ่งอิง – อาศัยอะไร แม้แต่ตัวมันเอง ตัวมันเองก็ปล่อยตัวมันเอง ตัวมันเองยังไม่ยึดตัวมันเองเลย แล้วมันจะไปยึดข้ามธาตุ – ข้ามขันธ์ได้อย่างไร , มันไม่เคยแคร์อะไร มันอาจจะเกิดตามเหตุ – ปัจจัย แต่ตอนดับนั้นไม่ต้องการเหตุ – ปัจจัยใด ๆ ทั้งสิ้น ดับเอง , ปล่อยเอง, วางเอง, ว่างเอง อยู่แล้ว
การรู้และเข้าใจที่ตรงต่อความเป็นจริงนี้มีอานิสงส์ –อานุภาพมาก ทำให้เลิกหลงได้ สมดัง ที่พุทธองค์ตรัสไว้ว่า
เมื่อเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ที่ตนหลง นั่นแหละเป็นทางแห่งพระนิพพาน
เมื่อเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ที่ตนหลง นั่นแหละเป็นทางแห่งพระนิพพาน
เมื่อเห็นด้วยปัญญาว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ที่ตนหลง นั่นแหละเป็นทางแห่งพระนิพพาน
สังขารที่สัตว์โลกหลงกันที่สุดก็คือ สังขารที่เรียกว่าการปฏิบัติทำ ไม่ว่าทำรู้ ทำดู ทำเห็น ต่อเมื่อรู้ เมื่อดู เมื่อเห็นแล้ว ก็แช่รู้ แช่ดู แช่เห็น , จม - งม , เฝ้า – แบกรู้ ดู เห็นนั้น เพราะหมายมั่น จะให้ได้ ให้มี ให้เป็น ซึ่ง... (ทั้งทางโลกและทางธรรม)
ท่านจึงกล่าวว่า ตัดซะรู้ มันไม่ใช่ทั้งหมดแหละ จะได้ไม่ติดรู้ , ไม่หลงรู้ มันก็จบตรง
ไม่หลงรู้ ไม่ติดรู้นี้แหละ เรียกว่า อวิชชาดับ – ตัณหาดับ - อุปาทานดับ แต่ไม่ใช่ไปทำการดับมันหรอก เพียงแต่รู้ความจริงแล้ว “ ไม่ต้อง(ทำ)” เรียกว่า เลิกหลง ก็ตรงต่อดับอยู่แล้วทันที
ไม่
ไม่...อยู่แล้ว
ไม่ต้อง
ไม่ตั้ง
นอกเหนือ
ไม่เนื่องด้วย
ไม่อะไรกับอะไร
แล้วแล้วไป
ช่..า...ง...มัน
.... ก็ตรงต่อวาง ว่าง สงบ เย็น อยู่เองแล้ว ไม่เลย หยุดเลย ...
- หมอกำพล's blog
- อ่าน 3541








ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น