ความเป็นจริงแห่ง อริยสัจ 4 ตอนที่ 3 (จบ)
อริยมรรคนั้นมี 8 ข้อ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เพียงแค่ไม่ต้องไม่ตั้งลงไปในกายธาตุ จิตธาตุ องค์มรรคทั้ง 8 จะครบถ้วนสมบูรณ์อยู่เองแล้วโดยไม่ต้องเข้าไปแยกเจริญ แยกดำเนินเป็นข้อๆครับ
อริยมรรคมีองค์ 8 นั้นประกอบไปด้วย
สัมมาทิฏฐิ คือเป็นทิฏฐิที่เกิดขึ้น "หลัง" นิโรธ เป็นทิฏฐิที่ปลอดความหลงโดยสิ้นเชิง ตรงเนื้อหาสัจธรรม สัมมาทิฏฐิจึงเป็นเหมือนตัวบ่งชี้ว่า สิ่งไหนที่เป็นเหตุแห่งทุกข์ สิ่งไหนเป็นไปเพื่อความดับ ไม่ต่อเติมเสริมแต่งให้เกินความจำเป็น เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปเพื่อการละตัวละตนจริงๆ
สัมมาสังกัปปะ คือ โลกุตระปัญญา ปัญญาอันเกิดขึ้นจากความว่าง เป็นปัญญาที่ไร้ตัวตนเข้าไปเจริญหรือดำเนิน เป็นปัญญาที่เกิดขึ้นจากเนื้อหาสัจธรรม ซึ่งจะกลั่นกรองและสลายอัตตาตัวตนให้หมดไป ปัญญาชนิดนี้ไม่ต้องจำ ไม่ต้องศึกษาเอาครับ รู้เองเป็นเอง อัตโนมัติฉับพลัน ใช้เสร็จก็ดับไป
สัมมาวาจา คือ การพูดแต่พอดี พูดให้ผู้ฟังดับความลังเลสงสัย พูดเพื่อเกื้อกูลต่อการงานต่างๆเท่าที่จำเป็น ให้ดำเนินไปได้ ไม่ใช่การพูดกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นหรือสนองกิเลสใคร สัมมาวาจาเกิดเองเป็นเองสะท้อนเหตุและปัจจัยแต่พอดี โดยไม่ต้องมีตัวตนเข้าไปคิดว่าจะพูดโต้ตอบอะไรถึงจะดี ซึ่งสัมมาวาจาไม่ใช่การพูดจาดี พูดจาสุภาพนะครับ คนละเรื่องกัน
สัมมากัมมันตะ คือ ความประพฤติที่พอเหมาะพอสมกับเหตุปัจจัย อันเกิดจากการละเว้นจากเจตนาในกรรมทุกชนิด มันเป็นไปเองเมื่อเรานอกเหนือปรากฏการณ์สภาวะต่างๆ นอกเหนือจิตเมื่อไหร่มันก็จะนอกเหนือพฤติกรรมไปเอง
สัมมาอาชีวะ คือ การเลี้ยงชีพแต่พอเหมาะ ไม่ก่อให้เกิดเป็นความหลงวกวนในสังสารวัฏแก่ผู้อื่น สัมมาอาชีวะไม่ได้หมายถึงทำอาชีพสุจริตเพียงอย่างเดียวนะครับ เพราะนั่นก็ยังไม่ใช่เนื้อหาที่แท้จริง แต่หมายความถึงการทำงานทำการทุกอย่างแบบไม่อะไรกับอะไร ไม่เผื่อเหลือเผื่อขาดจนเกินไป ทำเพื่อเพียงเกื้อกูลโลก เกื้อกูลสังสารวัฏ เกื้อกูลธาตุขันธ์เท่านั้น เพราะผู้ที่ตรงเนื้อหาอริยะแล้ว อริยทรัพย์จะมีมาจุนเจือไม่ให้ขาดตกบกพร่องไปเองโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องดิ้นรนเบียดเบียนไปตามวิถีสัตว์โลก เพื่อไม่ได้ทำเพื่อตัวเองอีกต่อไป
สัมมาวายามะ คือ ความเพียรที่พอเหมาะพอดี ในการทำงานเพื่อเกื้อกูลสงเคราะห์ธาตุขันธ์และผู้อื่น แต่ไม่เพียรไปเพื่อสนองตัณหาความอยากได้อยากมีของตน เพราะแม้จะเพียรได้มาโดยสุจริตมันก็เบียดเบียนทั้งนั้น อะไรที่เกิดจากอัตตาตัวตนนี่เบียดเบียนหมดครับ
สัมมาสติ คือ สติที่เกิดเองเป็นเองตามสภาวะธรรมเปล่าๆของมันเอง โดยไม่มีตัวเราเข้าไปบังคับหรือเข้าไปทำเข้าไปปฏิบัติให้มันเกิด สติลักษณะนี้คือสติแห่งอริยะ เกิดจากการปลงจิต ปลงใจ ไม่อะไรกับการรู้การเห็น ไม่ซ้อนเข้าไปในรู้ ไม่ซ้อนเข้าไปในเห็น มันก็จะเป็น สัมมาสติไปเอง
สัมมาสมาธิ คือ สมาธิหรือความสงบ อันเป็นผลจากการงดเว้นที่จะเข้าไปยึดเกาะ ยุ่งเกี่ยวในสภาวะธาตุ สภาวะธรรมอันเป็นอนิจจังทั้งหลายทั้งปวง ไม่ใช่ความสงบจากการเข้าไปทรงเข้าไปดำรงหรือเข้าไปเกาะกุมอยู่กับอารมณ์ใด หรือสภาวะใดเพื่อให้เกิดเป็นสมาธิ
ผู้ที่มีเนื้อหาอริยมรรคนั้นไม่ใช่การดำเนินไปเพื่อเป็นคนดีนะครับ แต่อริยมรรคคือขั้นตอนการสำรอกวิบากกรรมเก่า ละเจตนากรรมใหม่ ดังนั้นวิบากกรรมเก่าที่ดีบ้างไม่ดีบ้างก็จะสำรอกออกมาหมด กรรมอนุสัยที่ไม่ดีก็จะแสดงตัวออกมาเพื่อล้าง ไม่ใช่การดัดจริตดำเนินมรรคเพื่อที่จะเป็นคนที่ดีขึ้นกว่าเดิมนะครับ อย่าเข้าใจผิด แต่อริยมรรคเป็นไปเพื่อให้เรานอกเหนือกายใจ นอกเหนือสภาวะ ปรากฏการณ์ทุกอย่าง ไม่ว่าจะดีจะเลวก็ยังไม่ใช่ครับ จะเอาเกณฑ์นี้ไปตัดสินไม่ได้
ส่วนการดำเนินมรรคโดยไม่ผ่านนิโรธ หรือการดำเนินมรรคโดยเอาความเป็นปุถุชนเข้าไปดำเนินนั้น จะก่อให้เกิดผลแบบนี้ครับ
มิจฉาทิฏฐิ คือ เป็นทิฏฐิที่ยังมีความหลงเจือปน ว่าเป็นเราเป็นเขา(สักกายทิฏฐิ) มีตัวเราเข้าไปเจริญ เข้าไปดำเนิน เข้าไปสงบ เข้าไปฟุ้งซ่าน เข้าไปจัดการ มีตัวมีตนเข้าไปถือศีล (สีลัพตปรามาส) มีเรา มีนิพพาน มีกิจที่ต้องทำให้มันจบ ทั้งๆที่โดยสัจจะความเป็นจริงแล้ว มันไม่มีอะไรเลย มันจบอยู่แล้ว นิพพานอยู่แล้ว ไม่ต้องเข้าไปทำให้มันจบก็จบอยู่แล้ว
ส่วนข้อที่เหลือนั้นก็เป็นผลต่อเนื่องมาจากความเป็นมิจฉาทิฏฐิโดยไม่รู้ตัวนั่นแหละครับ คือ
มิจฉาสังกัปปะ คือ หลงใช้โลกียะปัญญาในการคิดพิจารณา วิจัย วิจารณ์เนื้อหาสัจธรรม มันจึงหลงแง่หลงมุมหลงทิฏฐิ ยึดติดในความเป็นธรรมคู่และบดบังสัจธรรมแท้โดยตลอด ปัญญาลักษณะนี้เป็นปัญญาบนความหลงครับ ไม่เคยให้สัจธรรมความเป็นจริงกับใคร
มิจฉาวาจา คือ พูดจาวกวนให้คนหลงยึดติด แม้จะพูดดีก็เถอะ แต่ถ้าพูดแล้วไม่จบ พูดแล้วไม่ดับ พูดบนทิฏฐิตน พูดบนปัญญาหลงผิด พูดเกินเลยความพอดี พูดไปเพื่อความฟุ้งซ่านรำคาญแก่ผู้อื่น พูดออกมาจากอัตตาตัวตน เหล่านี้ถือว่ามิจฉาวาจาทั้งนั้น
มิจฉากัมมันตะ คือ เป็นการหลงเข้าไปประพฤติปฏิบัติตัวให้ดี เพื่อหวังว่าจะเบียดเบียนผู้อื่นให้น้อยลง เพื่อรักษาศีล เพื่อมรรคผลนิพพาน แต่การมีตัวตนเข้าไปประพฤติเพื่อผลบางสิ่งบางอย่างนั่นแหละคือการเบียดเบียนตนเองแบบไม่รู้ตัว เป็นตัณหาเบียดเบียนตัวเองที่แนบเนียนจนไม่รู้สึก ก็เข้าไปทำเพื่ออะไรเล่าถ้าไม่ใช่ความอยากดี
มิจฉาอาชีวะ ก็ดันไปแปลว่าอาชีพชอบไง มันก็เลยทำทุกอาชีพได้หมดเลย การตลาด โฆษณา ประชาสัมพันธ์ นักเขียน นักข่าว ฯลฯ พูดง่ายๆคือ อาชีพของปัญญาชนน่ะ มันสนองแต่กิเลส อัตตาตัวตนและความหลงทั้งนั้น มันจะเป็นสัมมาอาชีวะได้อย่างไร มันไม่ใช่อาชีพแต่มันเป็นกรรม
มิจฉาวายามะ คือ ความเพียรอย่างหักโหม จดจ่อเคร่งเครียดแบบไม่ลืมหูลืมตา เป็นความเพียรบนตัณหาเพื่อความสำเร็จทางโลกหรือทางธรรมซึ่งเป็นมายาทั้งนั้น ความเพียรจริงๆนั้นก็แค่ทำงานให้จบก็จบกัน ตอบสนองตามเหตุปัจจัยอย่างพอดี ไม่ใช่หวังว่าจะกำไร 4-5 เท่าหรือเพียรสั่งสมเพื่อให้ตัวเองสุขสบาย หรือเพียรเพื่อบรรลุธรรม ก็ถูกตัณหาขี่คออยู่ตลอดจะตรงต่อเนื้อหาสัจธรรมได้อย่างไรเล่า
มิจฉาสติ คือ สติที่หลงเอาตัวเอาตนเข้าไปทำ เข้าไปปฏิบัติ เข้าไปเจริญสติ ทั้งๆที่พระพุทธองค์ก็บอกอยู่แล้วในข้อไตรลักษณ์ว่า ทุกอย่างมันไม่เป็นตัวตนอยู่แล้ว(อนัตตา) สติแบบที่ทำเอาก็เลยลุ่มๆดอนๆ ไม่ทำก็ไม่เกิด ไม่ฝึกก็ไม่ชำนาญ พอเกิดสติแล้วก็ละตัวละตนไม่ได้ เพราะความหลงมันเชิดอยู่ ก็เพียงแค่ไม่ต้องเท่านั้นแหละ มันก็หมดตัวตนซ้อนลงไปในสติเองตรงนั้นเดี๋ยวนั้น
มิจฉาสมาธิ คือ สมาธิหรือความสงบที่หลงเอาตัวตนเข้าไปทรง เข้าไปดำรง เข้าไปยึดเกาะสภาวะใดสภาวะหนึ่ง หรืออารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง เพื่อให้เกิดเป็นความสงบ เป็นสมาธิที่มีอัตตาเข้าไปดำเนิน
จะเห็นได้ชัดเจนว่าเมื่อมี "ตัวตน" เข้าไปเจริญ เข้าไปดำเนินอริยมรรค ผู้ปฏิบัติจะต้องแยกทำเป็นข้อๆ ผู้ที่เข้าไปดำเนินก็จะติดขัดข้องคาอยู่กับวิธีปฏิบัติ ขั้นตอน การใช้จิต การใช้ปัญญา การวิตก วิจัย วิจารณ์ การเข้าไปวนเวียนในธาตุขันธ์ ซึ่งก็คือการเกิดสังสารวัฏโดยตรง พูดง่ายๆคือไปดัดจริต "ทำ" แล้วมันจะเป็น "อริยะ"มรรคได้อย่างไรเล่า?
ซึ่งผลที่ตามมาจากการเข้าไปกระทำอริยมรรคนั้นก็คือ อาการอึดอัดขัดเคือง ความวุ่นวายสาละวน ความสับสน ความฟุ้งซ่าน เหน็ดเหนื่อย หนักแน่นกดทับ ท้อแท้ เดี๋ยวเหนื่อยเดี๋ยวอยาก ทุกข์ซ้อนลงในธาตุขันธ์ เป็นตัณหาอุปาทานในธรรม วกวนในการเช็คสภาวะธาตุขันธ์ของตน แล้วมันไปละตัวละตนได้ตรงไหน เพราะที่ทำลงไปก็คือการกดอาการเอาไว้ทั้งนั้น เป็นคนที่ดีขึ้นเหรอ?
การเจริญอริยมรรคที่แท้จริงนั้นก็คือการปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างมันดำเนินไปโดยธรรมของมันเอง โดยปราศจาก "ตัวเรา" เข้าไปแทรกแซงหรือบังคับสภาวะให้มันเป็นไปตาม "เจตนา" ซึ่งอะไรก็ตามที่เป็นไปโดยมี "เรา" เข้าไปจัดสรรนั้นล้วนไม่พอดีทั้งนั้น คือไม่ขาดก็เกินตลอด อริยมรรคของจริงจึงโปร่งโล่งเบา เพราะเป็นการงดเว้นเข้าไปแทรกแซงสภาวะธาตุ สภาวะธรรมทุกชนิด ปล่อยให้มันเกิดเองเป็นเอง อย่างที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตท่านบอกอยู่เสมอว่าคลายตัวมันเอง ยิ่งคลายยิ่งสว่าง นั่นแหละคือรหัสนัยแห่งอริยมรรค
สัจธรรมของพระพุทธเจ้านั้นสามารถให้ผลเป็นการพ้นทุกข์ได้ฉับพลันทันทีเมื่อเข้าใจในสัจธรรมครับ ไม่ต้องพากเพียรกับสิบยี่สิบปี ทุกข์ทรมานกับการปฏิบัติแบบมาราธอนเหมือนที่ทำผิดๆกันอยู่ เพียงแต่คนส่วนใหญ่ที่ยังยึดติด ล้วนคิดไปเองว่า ถ้าไม่พากเพียร นิพพานก็ไม่มีค่า ไม่มีความหมาย ไม่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่สูงส่ง ก็ถ้ายังให้ "ค่า" กับอะไรๆอยู่แล้วมันจะนิพพานได้ยังไงเล่า ก็เพราะนิพพานนั้นพ้นจากมายาสมมติทั้งหมดอยู่แล้ว นิพพานนั้นไม่มีค่า ไม่มีความหมายอะไร เป็นการคืนสู่เนื้อหาเดิมแท้ที่เรียบง่ายและสามัญอย่างที่สุด คือความไม่มีอะไร ไม่เป็นอะไรแม้แต่อย่างเดียว และนิพพานก็ไม่ได้ทำให้ใครเป็นผู้วิเศษครับ หลงเข้าใจกันไปเองทั้งนั้น
ลองพิจารณาดูก็แล้วกันว่า พระพุทธเจ้าท่านมาเพื่อพาเราให้พ้นทุกข์ ออกจากโมหะอวิชชา ความหลง แล้วพระองค์ท่านต้องการให้เราเจริญอัตตาอันเป็นทุกข์ก่อนที่จะพ้นทุกข์ เจริญไปบนความหลงก่อนที่จะหมดหลงแบบที่ทำๆกันอยู่ในปัจจุบันจริงๆหรือ
ทำไมอริยมรรคที่ตีความเพื่อเข้าไปปฏิบัติมรรคให้ถึงนิพพาน จึงอธิบายขั้นตอนการบรรลุฉับพลันไม่ได้ ตัวต่อภาพที่หายไปหรือถูกละเลยเหล่านี้ถูกบดบังด้วยคำสอนผิดๆและการเอาตัวตนเข้าไปปฏิบัติซึ่งเกิดขึ้นภายหลังทั้งนั้น
ก็เพียงแค่เปิดใจฟังสัจธรรมตรงๆ ไม่ต้องคาดหวังอะไร เดี๋ยวโมหะอุปาทานมันก็จะคลายตัวมันเองออกมาโดยที่เราไม่ต้องเข้าไปทำอะไรครับ ที่เหลือก็แค่ไม่ต้องไม่ตั้ง ไม่อะไรกับอะไรไปนั่นแหละ อริยมรรคมีองค์ 8 ก็จะครบถ้วนบริบูรณ์โดยตัวมันเองโดยที่ไม่มีตัวเราเข้าไปดำเนิน
เมื่ออริยมรรคกลั่นกรอง(หรือที่ชอบเรียกกันว่าเจริญมรรค)ตนเองไปเรื่อยๆ ผู้นั้นก็จะค่อยๆ เรียบไร้จากตัวตนไปเอง สังสารวัฏก็หมดค่าไปเอง ถึงที่สุดแล้วก็จะได้รู้เองว่าทุกอย่างมันไม่มีอะไรจริงๆ ทุกอย่างที่เรารับรู้เป็นเพียงเรื่องที่อุปโลกน์ขึ้นมาทั้งนั้น ไม่มีความหมายอะไรที่แท้จริง แม้กระทั่งสัจธรรมเองก็เป็นเพียงสมมติบัญญัติที่อุปโลกน์ขึ้นมาเพื่อล้างความหลงของสัตว์โลกเท่านั้น จะไปยึดเอาก็ไม่ได้ ธาตุขันธ์ก็หมดความเป็นภาระลงไปเองเพราะปราศจากอุปาทานเข้าไปยึดติด นี่คือรหัสนัยแห่งความพ้นทุกข์ เพราะทุกข์หรือสุขก็เป็นเพียงมายาสมมติเช่นกัน
- admin's blog
- อ่าน 2470







ความคิดเห็น
มันเป็นไปเองเคลื่อนใหวเปลี่ยนแปลง การคลี่คลายมันก็เป็นไปเอง ไร้เราในรู้ ทุกอย่างมันก็เป็นของมันไปเอง
มีคนเคยกล่าวหาหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะว่าสอนจบแค่นิโรธ ไม่สอนเรื่องมรรค คนที่กล่าวหาท่านแบบนี้ก็ยังติดทิฏฐิในการมีตัวมีตนเข้าไปทำ มันก็เลยไม่เข้าใจ มืดบอดเสียจนไม่คิดที่จะเข้าใจ คิดว่าของตัวเองถูกต้องแล้ว ทุกวันนี้ก็เลยได้แต่วน เจริญมรรคไปแบบเลือนลอยโดยมีภาพของนิพพานที่เลือนลางเหมือนกับภาพแหล่งน้ำในทะเลทรายเป็นเครื่องล่อใจไปเรื่อยๆ พอไปถึงจุดหมายแล้วภาพแหล่งน้ำนั้นก็หายไป เพราะมันไม่มีจริง สร้างคติ สร้างนิมิต สร้างอุปาทานขึ้นมาหลอกตัวเองทั้งนั้น
ก็อธิบายให้เข้าใจกันแล้วนี่ไงเล่า อ่านเสีย จะได้แจ้งถึงความจริงแห่งสัจธรรม ไม่ต้องไปมัวคิดเอง เออเอง สำเร็จความใคร่ให้ตัวเองอีก