เอานิพพานเป็นอารมณ์กรรมฐาน...ทำได้หรือไม่?
อ่านหัวข้อแล้วของงไปสามตลบ!!! ทั้งๆที่เห็นบ่อยมากในแวดวงกรรมฐาน
เอานิพพานเป็นอารมณ์ได้ด้วยเหรอ? ในเมื่อนิพพานนั้นไม่ใช่อะไรสักอย่างเดียว นอกเหนือความมีหรือไม่มีทั้งหมดทั้งมวลในสังสารวัฏ
ผู้ปฏิบัติกรรมฐานแล้วเอานิพพานเป็นอารมณ์นั้นก็หลงไปแล้วครับ คือเข้าใจว่านิพพานคือความว่าง
แต่ถามว่าว่างจากอะไรเล่า?
ว่างเปล่าเฉยๆหรืออะไร?
ผมของยกภาพของวงจรปฏิจสมุปบาทจากบทความชุดวิญญาณหลงทางมาประกอบหน่อย เวลาเตะก้านคอพวกมั่วนิ่มแล้วจะได้จะจะแจ้ง ไม่ต้องนับคะแนนให้ยุ่งยาก
วงจรข้างต้นนี้คือวงจรปฏิจจสมุปบาท หรือ สังสารวัฏ หรือจะเรียกว่าเป็นอัตตาก็ได้
นิพพานจริงๆ ก็เอามือปิดภาพวงกลมเอาไว้แล้วโผล่มาแค่ มโนธาตุ(ธาตุรู้) สิครับ นั่นแหละนิพพาน เป็นอะไรสักอย่างไหมเล่า
นิพพานคือความว่างจากการยึดเกาะ(อุปาทาน)สภาวธรรมใดๆให้เกิดเป็นอัตตาซ้อนในธรรมทั้งหลายทั้งปวง อวิชชา(2)ก็หมด สังขารการปรุงแต่ง(3) ก็หมด วิญญาณขันธ์หรือจิต(4) ก็หมดที่เหลือต่อจากนั้นก็หมดเกลี้ยงเลยไม่มีเหลือ
ผู้ที่นิพพานแล้วยังไม่ละขันธ์นั้น แม้จะมีกายมีจิตก็เหมือนไม่มี คือมีหรือไม่มีก็ไม่มีค่าเหมือนกัน เพราะสุดท้ายแล้วมันก็ไม่ใช่อะไรสักอย่างเดียว(อนัตตาอยู่แล้ว) ก็เลยไม่มีจิตมีใจให้อะไรแม้แต่น้อย ดับว่างจากอัตตาตัวตนอยู่อย่างนั้น
แล้วทีนี้ถามกลับว่า เอานิพพานมาเป็นอารมณ์กรรมฐานได้จริงๆหรือ?
คำตอบคือมั่วแล้วครับ เพราะการทำกรรมฐานคือการหาสภาวะหนึ่งสภาวะใดให้จิตยึดเกาะ เพื่อทำสมาธิหรือทำสติก็ว่ากันไป แต่จิตโดยตัวมันเองก็คือการปรุงแต่งไปบนอวิชชา แล้วก็เกิดเป็นจิตขึ้นมา(เป็นอัตตาบนจิต) อะไรก็ตามที่ยึดเกาะได้นั้นจะเข้าขายมีผู้รู้(นาม) และสิ่งที่ถูกรู้(รูป) ทันที พูดง่ายๆว่าเกิดเป็นสังสารวัฏแล้วโว้ย จะนิพพานได้ยังไงเล่า
ดังนั้นก็ถามกลับอีกทีว่า แล้วฝึกอัตตาเพื่อไปเกาะอนัตตาน่ะมันทำได้ไหมเล่า...มันก็ไม่ได้ไง
ที่หลงเข้าใจกันว่าสามารถเอานิพพานเป็นอารมณ์กรรมฐานได้นั้น มันเป็นความเข้าใจที่ผิดเต็มประตู จริงๆมันคือการยึดเกาะบนตัวจิตเองนั่นแหละ อาการที่แสดงออกมาจึงว่าง วางจากรูปทั้งหลาย แล้วหันมาเอานามคือจิตนั้นเป็นที่ยึดเกาะเสียเอง (นามเกาะนาม....งงสิ้นดีว่ามะ) อาการของมันจึงว่างๆโล่งๆ เหมือนมีไม่อะไร นึกว่านิพพาน แต่ที่แท้ก็อุปาทาน(เกาะ)บนจิตเองอย่างไม่รู้ตัว แล้วก็ทึกทักเอาว่าสามารถเอานิพพานมาเป็นอารมณ์ได้ ยึดเอาความว่างอย่างนิพพานได้ ทั้งๆที่จิตของ"ตัวเอง"ที่ฝึกเอาน่ะมันเป็นอัตตา มันยึดอยู่บนตัวมันเอง แล้วมันจะนิพพานตรงไหนถามหน่อย
อีกอย่างคือ การฝึกจิตให้เกาะอะไรบางอย่างนั้น มันก็ต้องใช้พลังงานในการทำให้มันนิ่ง ให้เสถียรคงที่ จึงต้องนั่งสมาธิบ่อยๆ พอไม่ทำก็ฟุ้ง แหงล่ะ ก็ในเมื่อกระทั่งจิตยังไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา(อนัตตาอยู่แล้ว) จะไปบังคับมันให้นิ่งมันก็ได้ไม่ตลอดหรอก ฝึกเข้าก็เป็นอัตตา พอกำลังหมดก็ฟุ้งก็ฝอยอีก เพราะมันอนัตตาอยู่แล้ว ทุกขังคือเสื่อมไปเป็นธรรมดาอยู่แล้ว พอเกาะว่าง(เกาะจิตตัวเอง)ได้ไม่นาน เดี๋ยวมันก็ไม่ว่างแล้ว เพราะทุกอย่างมันคลายตัวมันเองอยู่ตลอดเวลา แต่ทีนี้ด้วยความหลงน่ะ มันก็เลยหลงเข้าไปทำกรรมกับจิตเรื่อยๆ บังคับมันเรื่อยๆก็เกิดเป็นมโนกรรมตลอดการฝึกกรรมฐาน แล้วมันจะออกจากรรมได้ยังไงถามหน่อย
นิพพานจริงๆนั้นปราศจากการยึดเกาะ(อุปาทาน)ในสภาวธรรมทั้งหลาย(แม้กระทั่งมโนธาตุเอง) ให้เกิดอัตตาขึ้นมา พอไม่เกิดอัตตา มันก็ไม่มีอะไรคลายจากอะไร เพราะเมื่อไม่กำ(กรรม)มือแล้วมันจะต้องแบอะไรอีก เพราะเนื้อหาเดิมแท้ของทุกคนนั้น เป็นสติ เป็นสมาธิ เป็นสัมปชัญญะอยู่แล้วนิรันดรโดยไม่ต้องทำเอาบ่อยๆ ถ้าตรงต่อนิพพานเมื่อไหร่จะหลับตาหรือลืมตา ไม่มีเวลาไหนเลยที่จะไม่เป็นสติ เป็นสมาธิ เป็นสัมปชัญญะ
ดังนั้นการฝึกกรรมฐานทั้งหลายจึงเรียกได้ว่าเป็นการเจริญอัตตาล้วนๆ พวกนี้ถึงได้ทิฏฐิแรงไง ไม่ใช่เนื้อหานะครับที่แรง เพราะเนื้อหาของกรรมฐานก็มีแต่เทคนิควิธีการอันเป็นโลกียวิสัย การส่งอารมณ์ก็คาดเดาเอาบนความคลุมเครือของการหลงรู้การหลงเห็น ไม่นับข้อจำกัดของภาษา ข้อจำกัดของจินตนาการ ข้อจำกัดของความเข้าใจภาษา ซึ่งก็ไม่รู้ว่าสภาวะที่ศิษย์อาจารย์คุยกันเพื่อแก้สภาววะนั้นๆ เห็นภาพเดียวกันจริงหรือไม่ สภาวะธรรมที่คุยกันมันก็เลยไม่เห็นจะเหมือนกันซักที พอเอาไปแก้ก็ไม่รู้ว่าใช่แบบที่อาจารย์บอกหรือเปล่า มันเลยวกวนอยู่กับความหลงไม่รู้จบ แม้ขนาดเจอสัจธรรมของจริงมันยังตีความเตะเข้าประตูตัวเองเลยคิดดู
การถ่ายทอดพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ผ่านมาทั้งหมดมันลักลั่นสิ้นดี ยกตัวอย่างนะ.... นิพพานคือความว่าง พอพูดจบแค่นี้มันก็นึกเอาเองสิว่าว่างเมื่อไหร่ก็นิพพาน..งั้นเหรอ ตกลงว่างกูกับว่างมึงนี่เหมือนกันไหม หรือจิตบริสุทธิ์น่ะ บริสุทธิ์จากอะไรเล่า หรือจิตเป็นกลางน่ะ เป็นกลางจากอะไร มันก็ไม่เคยเคลียร์ซะที
ทั้งหมดนี้เป็นการถ่ายทอดที่ไม่ชัดเจน เปิดช่องให้ทิฏฐิของคนฟังทำงานเพื่อเติมเต็มความหมายที่ขาดหายไปในวลีในประโยคนั้นๆ แล้วสุดท้ายก็ตีความผิดเพี้ยนไปจากสัจธรรมที่แท้จริง
สรุปง่ายๆเลยคือ นิพพานนั้นว่างจากความหลงและอัตตาตัวตนที่เป็นจุดกำเนิดของกิเลสตัณหาทั้งปวง พอว่างจากอัตตาแล้ว มันเลยว่างจากความเห็นความหมายทั้งปวงอันเป็นผลจากการหลงปรุงแต่งไปด้วย
ก็ไม่ต้องไปตีความแบบไหนอีกแล้ว เพราะตีไปก็ไม่เห็นจะจบสักที ได้แต่ตีกันไปตีกันมา คนที่ตีชนะก็อยู่ในสังสารวัฏ คนแพ้ก็อยู่ในสังสารวัฏ จะเอาอะไรชนะอะไรจริงๆได้เล่า
- admin's blog
- อ่าน 2892








ความคิดเห็น
เราคน นึงละที่เข้าใจคำสอน ของท่านหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโต เพราะเราตามหา สี่งนี้มานาน แต่ก็อีกนั้นและกว่าจะหาเจอ ก็หลงทางไปชะนาน คำสอนของท่าน คือคำยืนยัน จากความเข้ัาใจของเรา ในบางส่วน และไขข้อขอ้งใจของเราอีกมาย นี้แหละคือวิทีการทำลายผู้ รู้
อนุโมทนาครับ
สิ่งที่หลวงพ่อสอนก็เป็นสิ่งที่ผมคาใจมาจากสำนักอื่นๆมากมายเหมือนกัน พอเจอหน้าท่านปั๊บ หมดสงสัยทันทีไม่มีลังเล และจนถึงวันนี้เกือบสองปีแล้วที่ได้พบหลวงพ่อ ก็ได้พิสูจน์มาตลอดว่า สิ่งที่ท่านสอนทั้้งหมดนั้นคือเนื้อหาสติปัฏฐานที่แท้จริง เป็นโลกุตรธรรมแท้ที่หาจากที่อื่นแทบไม่มี และเป็นที่เดียวที่ใช้สมมติได้ชัดเจนจะแจ้ง ไม่มีคลุมเครือสับสนเหมือนทีี่อื่น ทุกวันนี้จึงมีคนที่สละทางโลกไปอยู่ที่วัดทั้งในรูปแบบฆราวาสและออกบวชกันเป็นจำนวนมากครับ
และถ้าท่านไม่ใช่ของจริง ผมคงไม่้บ้าทำเว็บนี้มาเกือบสองปีหรอก
เพียงแต่ช่วงนี้ผมอยู่ในสถานที่และสถานการณ์ที่ไม่สามารถอัพเดตเนื้อหาได้บ่อยๆครับ
อนุโมทนา เช่่่นกัน และขอบคุณ กับผู้ที่ทำเว็บนี้ ทุกวันนี้อยู่ได้ก็เพราะได้ฟังคำสอนของท่าน และก็ไม่แปลกใจว่าทำไมจึงมีผู้ที่ใจเข้าบ้้้้างไม่เข้าใจบ้าง เพราะมนุษย์ที่อยู่ในโลกใบนี้ มีกิเลส=กรรม=วิบาก หนาบางไม่เท่ากัน.
ทุกคอมเมนต์จะขึ้นเว็บช้าหน่อยครับ เพราะผมต้องสกรีนทุกคอมเมนต์กันคนมาป่วน จะเป็นกรรมไปเสียเปล่าๆครับ
ช่วงนี้ผมป่วย ไออีกแล้ว แถมยังอยู่ในสถานที่ๆไม่เือื้ออำนวยให้เขียนบทความและอัพโหลดครับ เพราะเน็ตแถวๆนี้หลุดบ่อยมาก
ขอประกาศเอาไว้ตรงนี้นะครับว่า เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตท่านรับรองให้เผยแพร่สัจธรรมได้นอกจากเว็บไซต์ของวัดนะครับ ไม่เชื่อไปถามท่านได้ หรือไม่ก็ไปดูตรงขอบซีดีของหลวงพ่อได้เลยว่ามีชื่อเว็บอยู่หรือไม่ อย่ามากล่าวตู่ว่าผมอ้างชื่อหลวงพ่อนะครับ เพราะท่านอนุญาตและรับรองเอง เดี๋ยวจะเป็นกรรมซะเปล่าๆ
ที่นี่ไม่ได้เป็นแหล่งรวมความหลากหลายของพระธรรมเหมือนที่อื่นนะครับ เพราะแบบนั้นมันไม่ใช่ธรรมหรอก มันเป็นกรรมต่างหาก
ดังนั้น ผมจะไม่เปิดโอกาสให้ใครมาโพสต์ความคิดเห็นขึ้นเว็บได้โดยอัตโนมัตินะครับ โพสต์ได้แต่ต้องผ่านผมก่อน เพื่อดูว่าเป็นคำถามที่เกี่ยวเนื่องกับเนื้อหาสัจธรรมหรือไม่ ถ้าไม่เกี่ยวก็หมดสิทธิ์ หรือถ้าจะโพสต์ยืนยันวิถีวิธีการที่ต้องดูจิต ดูกาย เจริญปัญญา ฝึกอภิญญาอะไรน่ะก็หมดสิทธิ์เช่นกันครับ เพราะไม่เห็นคนที่ปฏิบัติแบบนั้นมันจะจบให้ตัวเองได้สักคนนึง เห็นแต่บ่นว่าภาวนาไปก็มีแต่อุปสรรค ก็แหงล่ะครับ ภาวนาบนความเป็นอนัตตา ถ้าไม่ติดขัดข้องคาบ้าๆบอๆกับสภาวะธรรมที่ไม่ใช่ตัวเองก็ฮาแล้วครับ
ย้ำนะครับ ที่นี่ให้จบ ไม่ใช่ให้ไปวน ใครอยากจะวนก็ไปที่อื่นครับ ที่นี่ไม่ต้อนรับ
ผมว่าท่านผู้กล่าวถึงการใช้นิพพานเป็นอารมณ์กรรมฐานคงหมายถึงอุปสมานุสสติกรรมฐาน เป็นหนึ่งในกรรมฐาน40 (เข้าใจว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้สอนไว้แต่รวมรวมรจนาขึ้นภายหลัง) ใจความอยู่ในดำรงสติใน "คุณ" แห่งพระนิพพาน ไม่ใช่ความว่างเว้นจากตัณหา
ก่อนที่จะเอา "คุณ"ของนิพพานเป็นอารมณ์ ก็ขอถามอีกนิดนะครับว่า "คุณ" ของนิพพานคืออะไร? ตอบกันได้ไหมครับ? จะได้เกาะกันถนัดๆ เกาะให้ตรงสภาวะกันที่ครูบาอาจารย์สอนหน่อย ให้แน่ใจว่าผู้ทำกรรมฐาานจะเกาะ "คุณ" ตัวเดียวกันไม่เผิดเพี้ยน
กรรมฐาน 40 กองนั้น พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนนะครับ แล้วจะเอาอนัตตามาทำเป็นอารมณ์ให้อัตตาได้อย่างไร มันก็หลงในอัตตาน่ะสิครับ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าควรจะอธิบายให้ตรงเนื้อหากรรมฐานนะครับ แต่ต้องให้เข้าใจว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้สอนกรรมฐานครับ เพราะมันผิดธรรม พุทธกิจสมัยพุทธกาลก็ไม่มีคอร์สเดินจงกรมนั่งสมาธินะครับ ไปเช็คดูได้เลย
แล้วถามกลับว่าพระองค์ท่านจะสอนในสิ่งที่ขัดกับสัจธรรมที่พระองค์ท่านประกาศไว้ดีแล้วจริงๆหรือ?
เอาอัตตาไปพิจารณาสัจธรรม เพื่อที่จะให้อัตตามันตรงสู่ภาวะอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาในภายหลัง ในเมื่อทุกอย่างมัน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอยู่แล้วตลอด ถามว่าพระองค์ท่านสอนอย่างนี้จริงๆหรือ
หรือใครไม่อยู่ภายใต้กฏไตรลักษณ์บ้างยกมือครับ?

ในพระสูตรอันเป็นหัวใจหลักของคำสอนก็ไม่เคยมีคำว่ากรรมฐานอยู่ด้วยแม้แต่น้อยนะครับ
ครับก็อย่างที่บอกในวงเล็บ พระสมณโคดมไม่ได้สอนกรรมฐาน 40 แต่ถึงกระนั้นผมก็แค่ติดใจความหมายที่แท้จริงของผู้กล่าถึงการใช้นิพพานเป็นอารมณ์ว่าคืออะไรกันแน่โดยเทียบเคียงกับบันทึกที่พออ้างได้... แย่จังนะ ผมไม่คิดไม่ได้ ทำไม่เป็นจริงๆไม่คิดเนี่ยนะยากจริงๆ
แสดงความคิดเห็น