เราวางสรรพสิ่ง ให้ว่าง โดยไม่ต้องคำนึงถึงสัจธรรม ได้หรือไม่

User offline. Last seen 39 สัปดาห์ 6 วัน ago.
Joined: 01/08/2011
Posts:
Posted on: 2 สิงหาคม, 2011 - 11:16

ผมมองการวางของลูกศิษย์หลวงพ่อฯ หลายคนที่ตั้งวาง ตั้งวาง เห็นไหมว่า ยังมี เรา ยังมี ตั้ง ยังมี วาง อยู่จึงอยากจะขอแนวคิด มุมมอง ของการวาง เพื่อให้ว่าง

และว่างจากอะไร ตอบตนเองได้ไหม แล้วว่างเพื่ออะไร ตอยตนเองได้ไหม แล้วหลังจากวาง จนว่างแล้งยังไงต่อ (ดูที่อารมณ์ใจนะ)

ปล.ผมว่าผมเข้าใจในการสอนหลวงพ่อฯ นะครับ ไม่มีการผิดไปจากสัจธรรม และถูกต้องในปรมัตของอารมณ์จิตก่อนข้ามโลกียชน เพียงแต่อยากถามปฏิปทา

ของลูกศิษย์ที่ฟังธรรมจากท่าน

No votes yet

ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม (ยังไม่ยืนยันความถูกต้อง)
Joined:
Posted on: 14 สิงหาคม, 2011 - 21:34 #1

คำถาม เราวางสรรพสิ่ง ให้ว่าง โดยไม่ต้องคำนึงถึงสัจธรรม ได้หรือไม่?
ตอบ ไม่ต้องมี "เรา" ในวาง นั่นคือสัจธรรม ไปเอง

Your rating: None

ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม (ยังไม่ยืนยันความถูกต้อง)
Joined:
Posted on: 5 สิงหาคม, 2011 - 10:18 #2

ขออนุญาติตอบด้วยคนนะครับ ที่คุณ puccjang ถามว่า "การที่สายการเจริญอื่น เข้าถึงพระนิพพานแล้วนั้น ได้โดยสาเหตุใด เพราะหลายอริยะที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นอริยะแล้วจริงนั้น สอนให้เจริญในหลายๆทาง เพื่อเป็นการดับทุกข์ หากการเจริญนั้นบังนิพพานเสียแล้ว ท่านเหล่านั้นจักเข้าสู่มรรคผลได้อย่างไร
ปล.อย่าพึ่งเบื่อผมนะครับ มีข้อสงสัยมากมาย แล้วหลวงพ่อฯนั้น ท่านสอนอารมณ์แห่งปรมัตจริง ผมจึงอยากฟัง ทางสายปรมัตบ้าง และขอสนทนาธรรมไปนานๆนะครับ "

ถ้าจะเริ่มจากการปฏิบัติ ที่หลาย ๆ ท่านมาปฏิบัตินั้น พอได้ยินได้ฟังท่านบอกให้วางของเดิม ไม่ต้องปฏิบัติ ส่วนใหญ่จะงง เพราะตนเคยฟัง เคยปฏิบัติ ตามปฏิปทาของพระอริยสงฆ์ทั้งสิ้น ไม่ผิดครับ แต่ธรรมมะที่เราได้ยินจากพระอรหันต์หลาย ๆ องค์ที่ผ่านมานั้น ท่านสอนตามจริตของลูกศิษย์ เปรียบบัว 4 เหล่า มีเข้าใจเป็นขั้น ๆ บางท่านบางองค์ ฟังตามปฏิบัติตามก็บรรลุตามอีกเยอะ เลยครับ ที่ผ่าน ๆ มา แม้การปฏิบัติได้พระโสดาบัน พระสกิทาคามี และพระอนาคามีบ้างนั้น ก็คือท่านที่เข้าใจเป็นลำดับลำดา เมื่อเห็นกายแท้แล้วว่าไม่มีเรา ไม่มีตัว ไม่มีตน เลยไม่ยึดกายนี้ว่าเป็นของเรา หรือมีเราอยู่ในกายนี้ ถือว่าโชคดีขั้นที่ 1 แต่ไม่จบ ต้องเรียนขึ้นชั้นต่อไป เรื่อย ๆ เห็นโลภ โกรธ หลง เบาบาง เห็นจิต เห็นกายบ่อย ๆ ขึ้น ก็โชคดีขั้น 2 จนเห็นว่า กายนี้เป็นเพียงวัตุก้อนหนึ่ง เป็นแค่ที่ประชุมกันของธาตุ 4 และขันธ์ 5 เมื่อเข้าใจแจ่มแจ้งด้วยปัญญา ที่หลวงพ่อบอกว่า ตื่น ๆ จึงได้ละขันธ์ เพราะขันธ์ 5 คือทุกข์ แต่ก็ยังไม่ถึงที่สุด เพราะยังหลงปฏิบัติ จนกว่าท่านทั้งหลายจะเห็นจิตนี้เป็นทุกข์ล้วน ๆ ท่านจึงปลงจิต วางจิต ทิ้งมันเสีย เพราะเป็นไปตามหลักความจริง อริยสัจ 4 ตัญหา เป็นตัวนำพาให้เกิดสมุทัย ไหลไป ๆ ก็ยังไม่สิ้นอาสวะ เพราะว่ายังไม่เห็นจิตนี้ว่า แม้จิตเอง ก็ยึดไม่ได้ มันไม่เที่ยง มันทุกข์ เมื่อมันทุกข์ มันไม่เที่ยง นั่นแหละ มันไม่มีตัวตน แล้วที่เราหลง ๆมาล่ะคืออะไร มันก้็คือ เราไม่ฉับพลันทันทีนั่นเอง ยังหลงยึดในขั้นละเอียด หลายท่านที่ต้องไปอยู่บนชั้นพรหมกันมากก็เพราะเหลือการวางจิต ตัวเดียวเนี่ยแหละ
ดังนั้นวันนี้เราทั้งหลายได้มาฟังสัจธรรมจากหลวงพ่อโพธิ์ศรีฯ แล้ว ท่านสอนง่าย ง่าย ๆ แค่ดูกาย ดูใจ ดูเฉย ๆ ดูแบบกลาง ๆ นะ ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย ไม่แทรกแซงเขา ไปเรื่อย ๆ วันหนึ่งท่านจะรู้ด้วยตัวท่านเอง วางการปฏิบัติ เมื่อใด วางกาย วางใจ จะตามมา ฉับพลันขึ้นเมื่อนั้น ผลของการวางตามสัจธรรม ตามอริยสัจ 4 ล้วนแล้วแต่ สรุปลงที่ ไตรลักษณ์ การดูไม่ใช่การปฏิบัติ เหมือนอ่านหนังสือ อ่านเฉย ๆ ไม่ใช่ให้ไปเป็นผู้ประพันธ์เสียเอง กายเห็นกายแท้จึงวางธาตุ วางขันธ์ จิตเห็นจิตแท้นั้น จึงวางจิต ว่างจากการปฏิบัติต่อ ผลที่ได้คือผลแห่งความบริบูรณ์ กิเลสก็ส่วนกิเลส ผัสสะที่เข้ามาทางอายตนะ ธาตุขันธ์ ก็สักว่าธาตุตามธรรมชาติ มีเกิดขึ้น เปลี่ยนแปลง แล้วดับไปเอง แต่มิได้เข้ามาแทรกแซงในท่านที่แจ่มแจ้งทุกองค์ เปรียบน้ำที่กลิ้งอยู่บนใบบัว ฉันใด ผู้หมดจากอาสวะกิเลสก็ฉันนั้น สาธุ

Your rating: None Average: 5 (1 vote)

User offline. Last seen 39 สัปดาห์ 6 วัน ago.
Joined: 01/08/2011
Posts:
Posted on: 8 สิงหาคม, 2011 - 09:35 #3

 นุโมทนาบุญ สวัสดีครับ แหมขอบคุณมากๆ เลยที่ตั้งใจตอบมา ทำให้เห็นจริตของแต่ละท่าน ที่น่ายกย่องในการอธิบาย รวมความแล้วทุกสายการสอน ทุกสายการปฏิบัติเป็นไปเพื่อการปล่อยวางทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเริ่มปฏิบัติกรรมฐาน บริกรรม วิปัสสนา หรือจะใช้สิ่งใดก็ตาม ด้วยว่าตามจริตนั้น เท่าที่เห็น ลองมองดูธรรมที่หลวงพ่อฯ สอนสิครับ เป็นธรรมมะ ที่กล่าวถึงการละเว้นสิ่งชั่วหรือไม่ (ศีล ๕) เท่าที่สังเกตุ ท่านจะไม่ค่อยได้กล่าวถึง ไม่ได้พร่ำสอนว่า เอ้าท่านทั้งหลาย ละชั่วกันนะ มาทำบุญกันนะ มาทำดีกันนะ เพราะว่าท่านๆทั้งหลาย ที่มาประชุมกัน เพื่อฟังธรรมหลวงพ่อนั้้นฯ สภาวะจิต ผ่านจุดนั้นมาแล้ว ไม่มีใยของอกุศล หลงเหลืออยู่ หรือเหลืออยู่ก็ไม่มากแล้ว ทำให้หลวงพ่อ สามารถนำปรมัต มาชี้นำท่านๆได้ Joking ลองมองอย่างปกตินะครับ เราลองนำคำสอนหลวงพ่อฯ ไปบอกเหล่าชนที่หลงอบาย ติดอกุศล ดูสิว่า พวกเขาจะทำอย่างไร เกิดปฏิกิริยาใด ตอบกลับคำสอนนั้นมา เอาล่ะ ที่ผมมาสร้างกระทู้ถาม แล้วท่านตอบมานี้ ผมขออนุโมธนาด้วยนะครับ แล้วว่างๆ ผมจะตั้งกระทู้ที่เจาะอีกล่ะกัน
ปล. มหาโพธิ์ ยังมีกิเลศอยู่ พุทธะ ละกิเลศแล้ว สอนให้ผู้อื่นละวางตาม แล้วในหนังสือ บันทึกสัจธรรม ที่คุณปริ๊นซ์ เขียนนั้น ดูจะยกย่องให้ มหาโพธิ์สัตว์ เทียบเท่าเหล่าพุทธะ หรือไม่ ผมขอถามแล้วกัน แล้วเท่าที่ดูนะครับ ทำไม เหล่า มหาโพธิ์สัตว์ กับ เหล่าพุทธะ สามารถ ใช้การดูจริต ใช้การมองเห็น ได้ล่ะครับ แล้วบางครั้ง การเผยแพร่ธรรมนั้้น จักต้องมองให้ทะลุ ถึงจิต จริต ของผู้รับการสอนด้วยว่า ลุถึงขั้นใด จักสอนสิ่ง และถูกต้องครับ ที่ว่าโดยทั่วไป เราไม่รู้ว่า ภูมิธรรม แต่ละบุคคลนั้น ระดับใดแล้ว บางทีคนที่คุณคุยอยู่ อาจอยู่ในหมู่คนที่คุณบอกว่า เคารพที่สุดก็ได้ แล้วพบกันใหม่ครับ Wink

Your rating: None

User offline. Last seen 2 วัน 8 ชั่วโมง ago.
โตะจายโหมะเลย
Angel
Joined: 04/06/2009
Posts:
Posted on: 12 สิงหาคม, 2011 - 23:49 #4

พระมหาโพธิสัตว์ที่มีส่วนในการเกื้อหนุนยุคพุทธกาลของพระพุทธเจ้าโคดมที่เห็นชัดๆ คือ พระอชิตะเถระ ซึ่งท่านก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ในครั้งพุทธกาลด้วยครับ ซึ่งท่านก็จะมาจุติเป็นพระศรีอารยเมตไตรพระพุทธเจ้าในกัปป์ถัดไปนี่แหละ

พระมหาโพธิสัตว์และองค์พุทธะนั้นไม่ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์หนเดียวตอนจุติเป็นพุทธะแบบที่เข้าใจกันนะครับ แต่สามารถบรรลุแล้วบรรลุอีกนับครั้งไม่ถ้วน เพื่อกลั่นกรองอนุสัยทั้งหลายจนหมด จนเข้าใจเนื้อหาสัจธรรมอย่างพิสดาร ทะลุทะลวง ญาณ บารมีทุกอย่างพร้อมสรรพในการที่จะนำพาหมู่สรรพสัตว์จำนวนมากออกจากสังสารวัฏ

ส่วนพระอรหันต์นั้นก็ยังไม่สามารถละอนุสัยกิเลสได้หมด จึงสอนธรรมตามอนุสัยตนที่เคยปฏิบัติมาแม้ว่าจะสามารถจบให้ตนเองเป็น แต่การที่จะพาคนอื่นจบได้นั้น ก็ต้องเป็นผู้ที่มีบารมีสัมพันธ์ใกล้ชิดกันจริงๆแค่ไม่กี่คนเท่านั้น และยังไม่สามารถเข้าใจและถ่ายทอดเนื้อหาสัจธรรมแท้ได้อย่างมีอานุภาพเท่าพระมหาโพธิสัตว์และองค์พุทธะครับ

หากชาวพุทธนิกายเถรวาทเปิดใจรับความจริงที่ว่าพระโพธิสัตว์และพระมหาโพธิสัตว์จำนวนมากได้ลงมาจุติเพื่อเกื้อกูลโลกและสังสารวัฏตามวาระต่างๆในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ชาติจำนวนมาก พระพุทธศาสนาก็คงจะเป็นสากลมากกว่าที่จะเป็นศาสนาซึ่งมีการเข้ารีดด้วยการปฏิบัติ ถือศีล และสวดมนต์อย่างคับแคบแบบทุกวันนี้ เพราะเนื้อหาของพระพุทธศาสนาก็คือการเอาความจริงแท้แห่งโลกธาตุมาบอกให้เลิกหลงเท่านั้น ไม่มีใครต้องไปปฏิบัติอะไรเพื่อเข้าถึงความจริงแท้นี่ครับ

Your rating: None Average: 5 (2 votes)
__________________

Download หนังสือ "บันทึกสัจธรรม" ฉบับ pocket book A5 คลิก ที่นี่

หรือจะขนาด A4 ก็มีครับ คลิก ที่นี่

หรือจะเข้าไปอ่าน "บันทึกสัจธรรม" ฉบับเต็ม ก็คลิก ที่นี่ ได้เลยครับ

คติหรืออคติ ก็อโหสิ

ถูกใจหรือไม่ถูกใจ ก็อโหสิ

rombodhidharma.net จ้าอยู่แล้ว!!!


User offline. Last seen 2 วัน 8 ชั่วโมง ago.
โตะจายโหมะเลย
Angel
Joined: 04/06/2009
Posts:
Posted on: 12 สิงหาคม, 2011 - 16:43 #5

ผมถามกลับครับว่าในวันที่องคุลีมาลได้ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้วบรรลุเป็นพระอรหันต์นั้น ท่านศีลครบไหมครับ?

จริงๆแล้วเนื้อหาของพุทธะนั้น เรื่องดีเลวนี่แทบจะไม่เกี่ยวเลยครับ เพราะไม่ว่าดีหรือเลวนั้น สรรพสัตว์ทั้งหลายให้ค่าให้ความหมายกันไปเอง ไปยึดติดเองทั้งนั้น เนื้อหาของสังสารวัฏนี้มีแค่การทำกรรมกับใช้กรรมเท่านั้นครับ ดีเลวอะไรนั้น ยึดกันไปเอง

ศีลนั้นคืองดเว้นการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นเท่านั้น นี่แสดงว่าคุณฟังหลวงพ่อไม่หมดนะครับ หลวงพ่อท่านสอนอธิศีลครับ คือยิ่งกว่าศีล ก็แค่ไม่ต้องไม่ตั้งนั่นแหละ มันก็ไม่เบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่นแล้ว ส่วนผู้ที่ยังเอาอัตตาไปปฏิบัตินั้นก็ยังถือว่าเบียดเบียนตนเองอยู่ ก็การยึดถือตัวตนเป็นทุกข์ไม่ใช่เหรอครับ นั่นแหละเบียดเบียนตนเองล้วนๆเลย เอาอัตตาไปปฏิบัตินั้นพระพุทธเจ้าไม่ได้สอนครับ

ไม่เชื่อไปดูพุทธกิจในสมัยพุทธกาลเลยครับ ไม่มีสอนเดินจงกรมกับนั่งสมาธิ มีแต่ฟังสัจธรรมแล้วก็คลายออก บรรลุกันฉับพลันมากมาย มีแต่ยุคหลังๆที่เขียนเพิ่มการปฏิบัติเข้าไปเองทั้งนั้น พระอานนต์บรรลุธรรมก็ตอนที่คลายจากการตั้งหน้าตั้งตาเดินแล้วล้มตัวลงนอนนะครับ ไม่มีบันทึกว่าใครบรรลุตอนนั่งสมาธิเลยครับ

กุศลหรืออกุศลไม่เกี่ยวครับ อย่างพระพาหิยะท่านก็บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ต่อหน้าพระพุทธเจ้าได้ แม้ว่าก่อนหน้านี้มีคนกราบไหว้ท่านเป็นพระอรหัันต์ไปก่อนแล้ว ซึ่งก็เหมือนท่านไปหลอกชาวบ้านมาน่ะครับ ถามว่าศีลครบไหม ก็ไม่ครบหรอกครับ

ศีลนั้นยังให้สังสารวัฏสมดุล และไม่ใช่ผู้ละเว้นการเบียดเบียนต้องลำบากมากเกินไปเท่านั้น ไม่ใช่ขั้นของการบรรลุธรรมนะครับ ไม่เกี่ยวกันเลย มียุคหลังๆนี่แหละที่สอนให้ไปติดดีกันหมด คนดีแต่ติดดียึดดีก็ผิดธรรมนะครับ

ส่วนเหล่าชนที่ติดอบายหลงอกุศลนั้นมันก็เป็นรอบของเขาที่ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง จะไปปรารถนาให้ทุกคนเป็นสุขมันก็ไม่ได้ครับ พระพุทธเจ้ายังเคยตามไปโปรดจิตญาณในนรกเลย เพราะกายเนื้อนั้นบดบังความจริงหลายๆอย่างไม่ให้เข้าถึงสัจธรรม พอตายไปเหลือขันธ์น้อยกว่า 5 ขันธ์แล้ว อยู่ในสภาพที่ทนได้ยากและทุกข์ทรมานมากกว่าตอนมีกายเนื้อ และสามารถเห็นแสงสว่างแห่งนิพพานจากภาคทิพย์ขององค์พุทธะได้ นั่นแหละครับ โปรดกันตอนนั้น ไม่มีใครไปโปรดพวกมัวเมาตอนยังเป็นคนหรอกครับ พระพุทธเจ้าท่านก็ยังถือว่าเป็นโมฆะบุรษเลย แบบนั้นก็ไม่ไหวครับ ปล่อยไปก่อน ตายลงเดี๋ยวรู้เอง

การนำ 84000 พระธรรมขันธ์ไปโปรดหมู่สัตว์นั้น ผู้ที่มีบารมีในการโปรดก็จะสามารถดัดแปลงเนื้อหาให้ง่ายต่อการเข้าใจได้เองครับ เป็นปฏิสัมภิทาญาณ หรือญาณในการสื่อสารสัจธรรม ไม่ใช่พูดสัจธรรมรูปแบบเดียวกับทุกหมู่สัตว์ แต่จะพูดเทคนิคซับซ้อนให้พวกติดอภิธรรมฟังก็ได้ จะเทศน์ให้คนที่ไม่รู้จักพระพุทธศาสนาฟังแล้วจบตามก็ได้ครับ ทำได้หมด แต่เนื้อหาทั้งหมดก็สรุปลงตรงความไม่ยึดติด ดังนั้น ไม่ต้องกังวลกับความสามารถในการสื่อสารของผู้มีบารมีเหล่านี้เลย ไม่ใช่หน้าที่เราแม้แต่นิดเดียว

แล้วคุณรู้ได้อย่างไรว่าพระมหาโพธิสัตว์ยังมีกิเลสอยู่ล่ะครับ คุณเชื่อจริงๆหรือว่าผู้ที่มาจุติเป็นพุทธะนั้น จบภพจบชาติแค่ครั้งเดียว คิดหรือว่านิพพานแล้วกลับมาจุติไม่ได้ ผิดแล้วครับ สังสารวัฏก็เหมือน The Matrix นั่นแหละ ออกไปได้ก็กลับเข้าไปจุติใหม่เพื่อโปรดสัตว์ได้ กายธาตุจิตธาตุนั้นก็เหมือนแค่เปลือกเท่านั้น ใช้แล้วก็ทิ้งไป หากยังมีปณิธานในการโปรดอยู่ก็กลับมาได้เรื่อยๆครับ แม้จะจบเป็นพระอรหันต์แล้วก็ยังกลับมาจุดิ อุปโลกน์ขันธ์ลงมาโปรดสัตว์ในสังสารวัฏได้เรื่อยๆไม่รู้จบครับ ปัญหาคือชาวเถรวาทนั้นปิดตาข้างเดียวแล้วเขี่ยเรื่องราวของพระโพธิสัตว์ที่มาช่วยเกื้อกูลศาสนาทิ้งไปจนหมด เลยไม่สนใจไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าเนื้อหาของพระโพธิสัตว์ พระมหาโพธิสัตว์นั้นเป็นอย่างไร ถ้ารู้ไม่จริงอย่ากล่าวไปเองตามที่เข้าใจแบบของตนเลยครับ เพราะเมื่อใดที่คุณว่างจากตัวตนเมื่อไหร่ ก็เป็นเนื้อหาเดียวกับพุทธะแล้วครับ ไม่ต่างกัน เพียงแต่พระอรหันต์จะไม่เข้าใจสัจธรรมทะลุปรุโปร่งเท่ากับพระมหาโพธิสัตว์หรือองค์พุทธะครับ

ส่วนการโปรดแต่ละคนที่มีภูมิธรรมต่างๆกันนั้น ไม่ใช่ว่าเราจะมาสัมภาษณ์หรืออ่านชาร์ตคนไข้แบบหมอรักษาโรคนะครับ เมื่่อตรงต่อว่าง ตรงต่อนิพพานเมื่อไหร่ ญาณวิถีเหล่านี้จะมาเอง จะรู้เอง และจะตอบปัญหาธรรมไปแบบอัตโนมัติและแทงทะลุได้เองโดยไม่ต้องวิเคราะห์โรคครับ เพราะการเอาตัวเข้าไปดูไปรู้นั้นมันก็ทิฏฐิชนทิฏฐิเท่านั้นเอง การถ่ายทอดสัจธรรมจริงๆนั้นต้องส่งผ่านจากว่างสะท้อนดับสังสารวัฏครับ จะเอาความเป็นปุถุชนไปโปรดปุถุชนไม่ได้ เพราะมันคือเนืื้อหาอัตตาชนอัตตา มันเลยไม่มีใครจบให้ใครได้

คุณจะเชื่อว่าทุกสายสอนถูกหมดก็ไม่ว่าอะไรครับ เอาไว้วันหนึ่งเดี๋ยวก็รู้เอง เลิกยึดติดตำราเมื่อไหร่ก็จะเข้าใจเนื้อหาเองครับ

ส่วนใครจะคิดว่าตัวเองเป็นพระโพธิสัตว์ เป็นนั่นเป็นนี่ก็เป็นไปเถอะครับ เพราะโดยความเป็นจริงแล้วนิพพานไม่ใช่อะไร ไม่ได้เป็นอะไร แล้วจะอุปาทานว่าเป็นอะไรอีกเล่า ว่างเมื่อไหร่จะรู้เองว่าไม่มีอะไรสูงส่งกว่าอะไร ไม่มีอะไรเป็นอะไร ไม่มีอะไรทกข์กับอะไร ไม่มีอะไรสุขกับอะไร ไม่มีอะไรต้องเคารพอะไร ทั้งนั้นแหละครับ ถ้ายังทุกข์อยู่ก็ยังหลงอยู่ ถ้ายังกราบไหว้กันอย่างงมงาย เคารพกันอย่างงมงายก็ยังหลงอยู่ ฉะนั้นการโปรดสัตว์ของพระโพธิสัตว์นั้น ก็ไม่ได้ยากเย็นแสนสาหัสอย่างยาวนานไปจนกว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าแบบที่เข้าใจหรอกครับ เพราะถึงจุดหนึ่งเมื่อจบให้ตัวเองเป็น มันก็ไม่อะไรกับอะไรแล้ว ระยะเวลาอันยาวนานในสังสารวัฏก็ไม่มีความหมาย ทุกข์ก็ไม่มีความหมายอะไร

อีกอย่างคือการเคารพสูงสุดก็คือ ว่างจากตัวตนนั่นแหละครับ ศักดิ์สิทธิ์เองเลย ถ้าไปถามหลวงพ่อจริงๆท่านก็จะบอกครับว่า ท่านไม่ได้เป็นอะไร ธาตุสากล ทั้งนั้น

ส่วนผู้ที่ทึกทักเอาว่าตนเป็นนั่นเป็นนี่ ส่วนใหญ่จะเป็นอุปาทานเอาครับ ไม่มีใครเป็นอะไรจริงหรอก เรื่องชั่วคราวทั้งนั้น เอาไว้รออ่านบทความตอน "เป็นตุเป็นตะ" ได้ครับ เร็วๆนี้ เพราะมีคนมากมายเหลือเกิน ที่พอมาเจอสัจธรรมแล้วอุปาทานว่าตัวเองเป็นนั่นเป็นนี่ เป็นพระโพธิสัตว์บ้าง เป็นอะไรบ้าง อย่างนี้มันต้องแก้ครับ ก็มันไม่ใช่อะไรแล้วจะอยากเป็นอะไรกันอีกเล่า 555 lol lol lol

Your rating: None Average: 5 (1 vote)

User offline. Last seen 2 วัน 8 ชั่วโมง ago.
โตะจายโหมะเลย
Angel
Joined: 04/06/2009
Posts:
Posted on: 5 สิงหาคม, 2011 - 14:57 #6

ผมไม่รู้ว่าคุณฟังหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ ดีหรือยังนะครับ แต่การเข้าไปปฏิบัติยังไงก็ผิดธรรมครับ เพราะมันผิดกฏไตรลักษณ์ทั้งหมด ก็เข้าไปทรงในอารมณ์เดียวมันก็เป็นอัตตานั่นไง เข้าไปจดจ่อดูจดจ่อรู้มันก็อุปาทานในรู้ ในดู ในสิ่งที่ถูกรู้นั่นไง มันก็เป็นตัวตน มันก็เป็นรูปนามนะครับ ไม่ใช่ ผู้ที่ปฏิบัตเิมานานแล้วบรรลุได้ในขั้นสุดท้ายคือต้องปลงทิ้งครับ ทิ้งเลย ก็ที่สอนกันว่าเห็นจิตฆ่าจิตนั่นแหละ แต่สอนแบบนี้มันผิดไง คนฟังตีความว่าเอาสติอันเปันตัวเดียวกับบวิญญาณขันธ์ไปฆ่าตัวมันเอง มันก็ถูกหลอกครับ จะปลงจิตทิ้งก็ต้องไม่อะไรกับอะไร สักแต่ว่าไป ส่วนการปฏิบัตินั้นก็เป็นส่วนของกรรมที่ผู้ปฏิบัติตัองรับไป แต่ไม่ใช่สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนครับ

แล้วหลวงพ่อก็ไม่ได้สอนให้ดู ให้รู้ ให้เห็นอะไรด้วย เพราะตั้งดูตั้งรู้เมื่อไหร่มันก็หลงไปบนอวิชชาแล้วครับ โดยสัจจะความเป็นจริงแล้วทุกข์ก็ไม่มี สุขก็ไม่มี โลภ โกรธ หลง ก็ไม่มีจริง เป็นเพียงสภาวะธรรมชั่วคราวไร้นาม ไร้สมมติบัญญัติที่เกิดขึ้นแล้วผ่านไปทั้งนั้น แต่พอไปเห็นว่านี่นะโลภ นี่ละโกรธ นี่นะหลง นี่นะทุกข์ นั่นก็แสดงว่าหลงไปแล้ว หลงในสภาวะที่ไม่ใช่อะไรแบบที่บัญญัติกันไปแล้ว ติดอุปาทานกันไปแล้วครับ ไม่ใช่ ที่คุณอธิบายมานั้นเป็นวิธีการดูจิตที่สอนกันผิดๆครับ มันเลยเนิ่นช้าไปหมด หลงทางไปก็มาก เพราะมันวนนั่นไง

จิตนั้นถ้าเราไม่ไปตั้งใจดู ตั้งใจรู้มันก็รู้อยู่แล้วโดยธรรมชาติธาตุขันธ์ของมันเอง แต่ไม่มี"เรา"เข้าไปรู้ มันจึงไม่จำ ไม่ปรุง ไม่อะไรกับอะไร ไม่มีความหมายในการรู้ การเห็นนั้น นี่เรียกว่านอกเหนือ"ความเป็นตัวเรา" ถ้าเข้าไปดู ไปรู้ แม้กระทั่งแบบที่คุณบอกว่าจิตตั้งมั่นเป็นกลางในการดูนั้น คุณก็ไปจับจดอยู่ที่ตัวรู้แล้วครับ พอมีตัวเราเข้าไปจับตัวรู้เพื่อที่จะดู จะเห็นมันก็เป็นเจตนากรรมซ้อนลงไปในรู้นั้นแล้ว มันไม่เป็นกลางแล้ว จิตที่เป็นกลางจริงๆคือจิตที่พ้นไปจากการมี "ตัวเรา" เข้าไปบังคับให้ดูบังคับให้รู้ ถ้าคุณบอกว่าฝึกให้จิตตั้งมั่นเป็นกลาง มันไม่กลางหรอกครับ มันเกิดเป็นคติและอคติแล้ว มีตัวเราเข้าไปดูไปรู้ ไปทรงแล้ว กลางจริงๆนั้นก็คือ "ว่าง" จากตัวเราในการดู การรู้ แปลว่าถ้าจะกลางจริงๆก็ปฏิบัติเอาไม่ได้ครับ มันต้อง "ปลง" ตัวเราทิ้งออกไปเลย แล้วมันจะรู้เป็นกลางเอง

แบบที่สอนกันว่าให้ดูให้รู้อย่างเป็นกลางนั้นก็สอนกันผิด เพราะไม่รู้ว่ากลางจริงๆคืออะไร รู้ที่เป็นกลางคืออะไร สอนกันแบบนี้ ขนาดตอนส่งการบ้าน ลูกศิษย์ลูกหาส่วนใหญ่ยังทำไม่ถูกเลย ไม่เพ่งก็เผลอเพราะมันก็เอาตัวเองเข้าไปดูเข้าไปรู้ทั้งนั้น มันเลยไม่เป็นกลางครับ มันก็เลยยากไปเสียเองทั้งนั้น

ขอย้ำอีกครั้งนะครับ หลวงพ่อฯท่านไม่ได้สอนให้ดู สอนให้รู้นะครับ สอนแบบนั้นน่ะสอนผิดครับ แต่ถ้ามองในแง่ใช้กรรมก็ไม่มีอะไร แต่ของจริงน่ะไม่ว่าพระพุทธองค์หรือหลวงพ่อโพธิ์ศรีฯ ท่านก็สอนให้ปลง "ตัวเรา" ทิ้งไปเลย ทุกอย่างก็ "สักแต่ว่า"ไป มันก็จะสลัดโมหะอวิชชาความหลงออกไปเอง โดยที่ไม่มีตัวเราเข้าไปทำ มันจะคลายออกจากโมหะเอง วางตัวจิตทิ้งไปเอง ไม่ใช่ไปดูกิเลสทีละตัว ละทีละตัว แบบนั้นมันก็ยังหลงไปอุปาทานในสิ่งต่างๆครับ ที่สำคัญคืออุปาทานกับตัวรู้นี่ดูไม่ออกครับ อรหันต์เทียมก็เยอะด้วยเหตุนี้เอง

แนะนำให้ไปฟังเทศนาธรรมเรื่อง "ให้ปลง ไม่ใช่ให้ปฏิบัติ" ฉบับ 25 กค.54 ครับ ท่านตอบเอาไว้ชัดแล้ว ไม่ต้องคิดเองเออเองครับ เดี๋ยวจะเตะเข้าประตูตัวเองอีก

Your rating: None Average: 5 (1 vote)

User offline. Last seen 39 สัปดาห์ 6 วัน ago.
Joined: 01/08/2011
Posts:
Posted on: 8 สิงหาคม, 2011 - 09:50 #7

 นุโมทนาบุญ สวัสดีอีกครั้งครับ ผมลืมบอกไปนิดนึง ว่าที่หลวงพ่อสอนคุณในหลายๆ เรื่อง หลายๆ ธรรม คุณลองมองดูว่า เหมาะสมกับคุณคนเดียวหรือไม่ ผมพอทราบได้ว่า เหตุใดคุณต้องรับธรรมจากหลวงพ่อฯ โดยตรง อย่าลืมนะครับ ธรรมมะ พระสมณโคดม มีถึง ๘๔๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ที่ท่านต้องสร้างถึง ๘๔๐๐๐ ขันธ์นี้ เพราะจริตที่พบ ในพุทธสมัยแห่งท่าน ต้องใช้ถึง ๘๔๐๐๐ รูปธรรม แต่ในพุทธสมัยของ พุทธเจ้า องค์อื่นๆ อาจจะใช้หลักร้อย หลักพัน ธรรมขันธ์ ก็เป็นได้ เนื่องด้วย จริต และกิเลศของหมู่ชน ในพุทธสมัยนั้นๆ ด้วย ทำไม่ พระสมณโคดม ที่บรรลุแล้วซึ่งภูมิธรรมสูงสุด จึงไม่ใช้เพียงแนวทางที่หลวงพ่อฯสอน เพื่อให้ทุกอริยะที่พระสมณโคดมสอน ใช้เพียงแนวทางเดียวในการเข้าถึงนิพพาน
ปล.๑. ท่านสอนธรรมให้เป็นพระอรหันต์ เมื่อเป็นอรหันต์ จักเป็นหมู่ชนที่เข้าถึงมรรค ผล นิพพาน
๒. พระอรหันต์ ไม่ใช่กลายไปเป็นก้อนหิน ต้นไม้นะครับ ยังมีการรับรู้ความเจ็บ ความปวด ความอร่อย เวทนาแห่งร่างกายอยู่ แต่ท่านไม่มีการยึดติดครับ เมื่อไม่มีใจ อันเป็นประธาน (กิเลศ) แม้จะมีกริยา จะไม่มีกรรม ครับ อ้อ แล้วก็ก๊วยเตี๋ยวเนี่ย ปรุงให้อร่อยก็ได้นะครับ แต่หากว่า ปรุงก็ได้ ไม่ปรุงก็ได้ นั่นแหล่ะ

Your rating: None

User offline. Last seen 2 วัน 8 ชั่วโมง ago.
โตะจายโหมะเลย
Angel
Joined: 04/06/2009
Posts:
Posted on: 12 สิงหาคม, 2011 - 15:50 #8

84000 พระธรรมขันธ์นั้นหากนำไปสอนโดยไม่สะท้อนเข้าสู่บทสรุปลงสู่ความไม่ยึดติด แบบนั้นก็ผิดแล้วครับ การสอนไปแกนๆมีแต่วิธีการมีแต่คติสอนใจแบบนั้นก็ไม่ต่างอะไรจากการให้ยาบรรเทาปวด แต่ไม่มีผลในการรักษาโรคนั่นแหละครับ แล้วพระธรรม 84000 พระธรรมขันธ์นั้นก็ไม่ใช่ manual ที่ใช้ในการแก้ไขความประพฤติใครด้วย แต่การนำพระธรรมขันธ์ไปใช้นั้น มันจะเป็นอัตโนมัติไปเองก็ต่อเมื่อว่างจากตัวตนแล้วนั่นแหละ โดยที่ไม่ต้องคิด วิเคราะห์เอาเองครับ แล้วจะสะท้อนให้คนฟังเข้าสู่เนื้อหาแห่งความไม่ยึดติดในที่สุด

อีกอย่างคือการสะท้อนสัจธรรมนั้น ไม่มีตัวพุ่ง ตัวมุ่งที่อยากจะให้ใครพ้นทุกข์ การสะท้อนสัจธรรมก็ให้ไป ใครได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะแค่ได้ฟังเข้าไปนิดเดียว จะชอบหรือไม่ชอบใจก็ตาม เมล็ดพันธุ์แห่งพุทธะก็จะได้รับการปลูกฝังไปเรียบร้อยแล้ว ได้มีส่วนในสัจธรรมไปแล่้ว แม้แต่หมู่คนที่ไม่ชอบใจ หากวันข้างหน้าเขาได้เรียนรู้จากของจริง เขาก็จะเปรียบเทียบได้เองว่าอะไรคือของจริง นั่นแหละเขาก็จะระลึกถึงสัจธรรมได้ครับแล้วจะกลับมาสัมพันธ์อีก ส่วนวาระที่จะจบของแต่ละจิตญาณนั้น เราไปบังคับไม่ได้ครับว่าจะให้เขาจบในชาตินี้หรือในภพภูมินี้ ทุกคนมีวาระของตัวเองอยู่แล้ว ไม่ต้องไปดิ้นรนพยายามที่จะโปรดใครให้จบทันทีนี่ครับ

แต่การสอนที่ผิดธรรมนั้นเป็นกรรมที่บังทั้งคนฟังและคนสอนครับ ในสมัยพระพุทธกาลก็ไม่มีแบ่งสาย แบ่งนิกายด้วย เพราะนิกายหรือสายมันก็เป็นเพียงจริตเท่านั้น

อย่างในเว็บนี้ก็มีทั้งบทความแบบที่แก้ไขกลุ่มนักปฏิบัติ กับบทความที่เขียนให้คนที่ไม่รู้อภิธรรมอ่าน นี่ก็เป็นตัวอย่างของการใช้พระธรรมขันธ์ทั้ง 84000 พระธรรมขันธ์เหมือนกัน ซึ่งทุกบทความก็สรุปลงสู่ความไม่ยึดติดทั้งนั้น ไม่เชื่อไปไล่อ่านดูได้เลยครับ

สิ่งที่รู้แล้วไม่จบหรือจบให้ตัวเองไม่ได้นั้น เป็นเนื้อหาอวิชชาครับ ซึ่งพระพุทธเจ้าไม่ได้สอนแต่อย่างใด มันมาสอนกันในรุ่นหลังๆทั้งนั้นครับ

Your rating: None Average: 5 (1 vote)

User offline. Last seen 39 สัปดาห์ 6 วัน ago.
Joined: 01/08/2011
Posts:
Posted on: 2 สิงหาคม, 2011 - 13:47 #9

ขอถามในสิ่งที่เว้บนี้ไม่ค่อยถามนะครับ การที่สายการเจริญอื่น เข้าถึงพระนิพพานแล้วนั้น ได้โดยสาเหตุใด เพราะหลายอริยะที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นอริยะแล้วจริงนั้น
สอนให้เจริญในหลายๆทาง เพื่อเป็นการดับทุกข์ หากการเจริญนั้นบังนิพพานเสียแล้ว ท่านเหล่านั้นจักเข้าสู่มรรคผลได้อย่างไร
ปล.อย่าพึ่งเบื่อผมนะครับ มีข้อสงสัยมากมาย แล้วหลวงพ่อฯนั้น ท่านสอนอารมณ์แห่งปรมัตจริง ผมจึงอยากฟัง ทางสายปรมัตบ้าง และขอสนทนาธรรมไปนานๆนะครับ Joking

Your rating: None

User offline. Last seen 2 วัน 8 ชั่วโมง ago.
โตะจายโหมะเลย
Angel
Joined: 04/06/2009
Posts:
Posted on: 2 สิงหาคม, 2011 - 14:55 #10

การที่ครูบาอาจารย์สายกรรมฐานอื่นที่บรรลุธรรมได้นั้น สุดท้ายก็เกิดจากการปลงทิ้งครับ อย่างที่สอนกันว่าเห็นจิตให้ฆ่าจิต นั่นก็คือการปลงครับ เพียงแต่การไปเจริญวิญญาณขันธ์เสียจนเหนียวแน่นแล้ว มันก็จะวางตัวมันเองไม่เป็น มันก็จะเผลอไปมีตัวเราเป็นผู้วางไป แต่จิตที่ติดในอุปาทานก็ยังอยู่ คือเอาจิตไปฆ่าจิต แล้วจิตก็ยังอยู่

ส่วนที่ว่าใครเป็นอริยะแล้วพิสูจน์แล้วนั้น ผมไม่ขอพูดครับ เพราะใครจะไปพิสูจน์ได้จริงเล่า กระดูกเป็นพระธาตุบางทีก็ยังไม่ใช่เลย เพราะการเจริญวิญญาณขันธ์จนถึงที่สุดนั้น สภาวะไม่ต่างอะไรกับนิพพานครับ แยกกันไม่ออกหรอก ตายไปถึงได้รู้เองว่าใช่หรือไม่ใช่ครับ

ที่สอนให้ปฏิบัติ ให้ทำๆกันนั้น มันก็เกิดจากอนุสัยเก่าของผู้สอนเองครับ คือพระอรหันต์นี่ยังสอนติดอยู่กับอนุสัยเดิมของตนอยู่ ความคมชัดในสัจธรรมยังไม่ถึงขนาดสมุจเฉทประหารมันก็เลยยังติดตัวปฏิบัติอยู่

Your rating: None Average: 5 (1 vote)

แสดงความคิดเห็น

Smileys
:v|||:-D:))>:D:^)]:<:'(:S:$O:)8-|@}->-:(:X:)*STOP*(Y)(N):P;)